วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562

ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) มนต์เสน่ห์แห่งปราสาทเทพนิยาย ประเทศเยอรมัน


เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงเคยได้เห็นภาพของปราสาทเทพนิยายในหนังสือ ในภาพยนตร์ กันคุ้นหูคุ้นตา ปราสาทแห่งเทพนิยายแห่งนี้ ที่นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ในประเทศเยอรมัน สร้างบนยอดเขาที่รายล้อมอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ป่าไม้สีเขียวขจี มีฉากหลักเป็นทะเลสาป ถือเป็นปราสาทที่มีความงดงามอลังการที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

ปราสาทนอยชวานสไตน์ สร้างขึ้นโดยพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งรัฐบาวาเรีย ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่หลงใหลในศิลปะ วรรณกรรม สถาปัตยกรรม และดนตรี มากกว่าที่จะปกครองบ้านเมือง จึงทำให้ขุนนางชั้นสูงของเมืองปลดพระองค์ออกจากการเป็นกษัตริย์ หลังจากนั้นมาปราสาทแห่งนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการสร้างปราสาทเทพนิยายเจ้าหญิงนิทรา ที่สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ และโตเกียวดิสนีย์แลนด์ รวมไปถึงที่แดนเนรมิตทั่วแทบทุกมุมโลก

ปราสาทแห่งนี้กลายเป็น ปราสาทที่มีความงดงามและรวบรวมสถาปัตยกรรมไว้อย่างหลากหลาย ทั้งศิลปะช่วงยุคกลาง สถาปัตยกรรมแบบไบแซนไทน์ แบบโรมันเนสก์ และแบบโกธิค ผสมผสานกันอย่างลงตัวอยู่ติดกับเทือกเขาเอลล์ ทะเลสาป และน้ำตก จนปัจจุบันปราสาทแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทำเงินสูงเป็นอันดับ 1 ให้กับประเทศเยอรมัน

เมทีโอรา วิหารศักด์สิทธิ์ ที่ตั้งอยู่บนภูเขาหินสูง แห่งประเทศกรีซ

เมเธโอรา (Meteora) นับเป็นจุดหมายปลายทางที่ทุกคนควรไปเที่ยวให้เห็นกับตากับสถานที่แห่งนี้ ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นรวมกับฝีมือมนุษย์ วิหารเมทีโอราตั้งอยู่ที่เมืองเทสซาลี ในประเทศกรีซ โดยรูปร่างแท่งหินที่เห็นในปัจจุบันเป็นผลจากการกร่อนและผุพังตามธรรมชาติทั้งจากน้ำ ภูมิอากาศ แรงโน้มถ่วง และแผ่นดินไหว โดยรอยเลื่อนของชั้นหิน ว่ากันว่าใช้เวลากว่า 60 ล้านปี ก่อนยุคพาลีโอจีน ซึ่งเป็นยุคหนึ่งทางกรณีกาลของโลกก่อนที่จะกลายมาเป็นภเสาหินยักษ์หลายแห่งในวันนี้





แค่หินยักษ์เมทีโอราอย่างเดียวคงไม่น่าสนใจกับสิ่งที่อยู่บนหิน เพราะบนหินนั้นเป็นที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างฝีมือมหนุษย์ ซึ่งก็คือ “มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์” แห่งคริสตจักรออร์โธด็อกซ์ เป็นที่รู้จักในชื่อ “Agia Triada or Holy Trinity”และ “Varlaam Monastery” ซึ่งเป็นอารามวัดที่อยู่ใกล้เคียงกัน ก่อตั้งขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 15 ด้วยเวลาที่ยาวนานทำให้ดูเหมือนวิหารจะเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของภูเขาหินไปแล้ว โดยการจะเข้าถึงวิหารแห่งนี้จะต้องเดินขึ้นบันไดประมาณ 150 ขั้นด้วยกัน






วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562


เชื่อว่ากิจกรรมส่วนใหญ่ของทุกคนเมื่อเดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆทั่วประเทศก็คือ การช้อปปิ้งนั่นเอง วันนี้เรามีสถานที่แนะนำสำหรับสายช้อป นั่นก็คือ ตลาดชื่อดังหรือ Street Market จากหลายๆประเทศมาให้ได้เลือกเดินเที่ยวชมกัน รับรองว่าถ้าได้เห็นแล้วจะต้องเตรียมเงินใส่ประเป๋าบินไปช้อปกันเลยทีเดียว
สถานที่แรก มารู้จักกับตลาดออสห์ (Osh Bazaar) ในประเทศคีร์กีซสถาน นับว่าเป็นตลาดที่บ่งบอกวัฒนธรรมของชุมชนชาวเมืองคีร์กีซสถาน ให้เราได้เข้าไปสัมผัสกับบรรรยากาศพื้นเมือง เลือกชมเลือกจับจ่ายใช้สอยอาหาร และของใช้พื้นเมื่องที่นี่ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในบิซเค๊ค ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศนั่นเอง ภายในตลาดจะมีทั้งอาหาร เครื่องใช้ในบ้าน ของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ รวมถึงของระลึกที่เป็นเครื่องดนตรีและเสื้อผ้าประจำชาตินั่นเอง

สถานที่ต่อมาคือ ตลาดแสงจันทร์ (Chandni Chowk) ตั้งอยู่ใจกลางย่านเมืองเก่าของนิวเดลี ประเทศอินเดีย ที่นี่นับว่าเป็นตลาดเก่าแก่ ซึ่งจะได้มาสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนอินเดีย ซึ่งสินค้าในตลาดแสงจันทร์บ่งบอกถึงการดำเนินชีวิตของคนที่นี่ เราสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ไม่ว่าจะป็น อาหารท้องถิ่น ผัก ผลไม้ เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องเขียน เครื่องดนตรี และไฮไลท์ที่นี่ก็คือผู้หญิงที่สนใจอยากแต่งตัวแบบสาวอินเดียก็สามารถซื้อผ้าชุดส่าหรีได้อีกด้วย ตลาดที่นี่เขาจะเปิดตั้งแต่วันจันทร์-วันเสาร์เลย

มาสถานที่ที่สาม ที่นี่คือ ตลาดแกรนด์บาร์ซาร์ (Grand Bazaar) ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าFatihที่ประเทศตุรกี ซึ่งนับว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลก คนพื้นเมืองในประเทศตุรกีจะเรียกที่นี่ว่า Kapali Carsi แปลว่าตลาดในร่ม ที่นี่จะมีสินค้าพื้นเมืองที่เป็นของขึ้นชื่อในประเทศ เช่น วัตถุโบราณ เครื่องเงิน จาน ชามที่มีลวดลายสวยงาม เครื่องหนัง พรม เสื้อผ้า และอีกหลายๆอย่าง ซึ่งได้ความรู้สึกของพื้นเมืองแบบสุดๆ และหากว่ามาที่นี่แล้วอย่าลืมพกกระเป๋าตังกับเวลามาเยอะๆ เพราะที่นี่เป็นตลาดใหญ่และใช้เวลาเดินนานพอสมควรและมีสินค้าให้ช้อปหลากหลายแน่นอน ที่เปิดตั้งแต่วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 8.30 – 19.00 น.

มากันที่ ตลาด DJemaa El Fna ในประเทศโมร็อคโค ตลาดแห่งนี้อยู่ที่จัตุรัสใจกลางเมือง Marrakesh ที่ตลาดแห่งนี้นับว่าเป็นตลาดที่มีสีสันในตอนกลางคืน เป็นศูนย์รวมของสินค้าหลากหลายประเภทที่หาได้ยาก อย่างเช่น โคมไฟ มีดชาวเผ่า พรมทอมือ เสื้อผ้า ซึ่งตลาดแห่งนี้ได้รับอิทธิพลมาจากทั้งทวีปยุโรปและแอฟริกา ภายใต้ท้องฟ้าสีดำยามค่ำคืนในตลาดแห่งนี้ก็จะมีการแสดงเปิดหมวก และการแสดงการแจ้งให้ได้ชื่นชมอีกด้วย ส่วนเวลาเปิดปิดของที่นี่ จะเปิดทุกๆวันตั้งแต่ช่วงเย็นเป็นต้นไป
Source : http://www.gotogethertravel.com/มารู้จัก-market-ในแต่ละประเทศ/

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562

มนต์สเน่ห์ประเทศจอร์เจีย(Georgia) : ดินแดนแห่งมรดกโลกอันเก่าแก่


ประเทศจอร์เจีย (Georgia) ตั้งอยู่สุดทางตะวันตกของทวีปเอเชีย ด้วยความที่ประเทศนี้อยู่แทบจะสุดขอบของทวีปเอเชียและอยู่ใกล้กับทวีปยุโรป ประเทศนี้จึงมีการผสมผสานวัฒนธรรมของสองทวีปไว้รวมกันได้อย่างลงตัว และได้รับการขนานนามว่า “ประเทศสองทวีป” ที่นี่นับว่าเป็นประเทศที่มีมนต์สเน่ห์จากมรดกและอารยธรรมมากมายที่หลงเหลือมาตั้งแต่ในยุคสมัยก่อน หลายๆคนอาจจะยังคุ้นชื่อประเทศนี้ มาลองทำความรู้จักประเทศจอร์เจียดูกัน

ประเทศจอร์เจีย (Georgia) มีชื่อทางการว่า สาธารณะรัฐจอร์เจีย ประเทศนี้นับว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่า 2500 ปีมาแล้ว ในอดีตประเทศจอร์เจียเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต แต่ได้มีการแยกตัวออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1991 ซึ่งประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือ ภาษาของประเทศจอร์เจีย ขึ้นชื่อว่าเป็นภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยในปัจจุบันภาษาหลักที่คนจอร์เจียใช้สื่อสารก็ยังเป็นภาษาจอร์เจีย และอีกภาษาหนึ่งที่ใช้ก็คือภาษารัสเซียนั่นเองนอกจากนี้แล้วสถานที่ท่องเที่ยวภายในประเทศจอร์เจียก็ยังมีสวยงามทางสถาปัตยกรรม ที่คล้ายคลึงกับทางโซนยุโรปอีกด้วย

สถานที่ที่นับว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความเป็นชาวจอร์เจียที่ดีที่สุดก็คือ Mother of a Georgian รูปปั้นถูกสร้างขึ้นบนยอดเขา Sololaki ในปี ค.ศ. 1958 สร้างโดยประติมากรชาวจอร์เจียผู้โด่งดัง Elguja Amashukeli โดยสิ่งก่อสร้างนี้จะเป็นรูปปั้นหญิงสาวที่มือข้างหนึ่งของเธอจะถือดาบ ส่วนมืออีกข้างนึงของจะถือแก้วไวน์ มีความหมายว่าหากใครที่มาเยือนจอร์เจียแบบศัตรูเธอจะใช้ดาบในมือขวาต่อสู้ แต่หากใครที่มาเยือนอย่างมิตรเธอจะต้อนรับด้วยไวน์ในมือซ้าย

เนื่องจากประเทศจอร์เจียเป็นประเทศที่โดดเด่นในการทำเกษตรกรรม มีการปลูกผลไม้ เช่น ลูกพีช แอปเปิ้ล โดยเฉพาะองุ่น เพราะที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องของการผลิตไวน์มากๆ เนื่องจากมีการค้นพบหลักฐานการใช้พื้นที่ทำโรงงานผลิตไวน์ตั้งแต่ 6000 ปีก่อนคริสตศักราช ทำให้ประเทศจอร์เจียเป็นหนึ่งในชาติที่ผลิตไวน์เก่าแก่ที่สุดในยุโรป จนได้ชื่อว่าเป็น“The birth place of wine” หากว่าจะหาของฝากที่นี่ ก็แนะนำว่าต้องเป็นไวน์แน่นอน รวมถึงผลไม้สดๆอีกด้วย

การเดินทางเข้าสู่ประเทศจอร์เจียนั้นไม่ยากเลย หากเดินทางจากประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่มีสายการบินใดที่บินตรงไปที่ประเทศจอร์เจีย จะต้องมีการเปลี่ยนเครื่องอย่างน้อย 1 ครั้ง ระยะเวลาการเดินทางจะอยู่ที่ประมาณ 10- 11 ชั่วโมงและแต่ว่าเดินทางโดยสายการบินอะไรและ Transit ที่เมืองไหน (เวลาบินไม่รวมระยะเวลาพักเปลี่ยนเครื่อง) จุดหมายปลายทางจะอยู่ที่ท่าอากาศยานทบิลิซี (Tbilisi International Airport) ในเมืองหลวงทบิลิซีเมืองหลวงที่ใหญที่สุดในประเทศจอร์เจีย  แถมประเทศจอร์เจียยังใจดี ฟรีวีซ่าอีกด้วย เพราะคนไทยสามารถเข้าประเทศจอร์เจียและท่องเที่ยวที่นี่ได้ถึง 90 วันเลยทีเดียว

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562

Reine หมู่บ้านชาวประมงที่โรแมนติกและสวยที่สุด ที่จะทำให้คุณอยากหนีไปนอร์เวย์ทันที


นอร์เวย์ เป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่มีเสน่ห์ในหลาย ๆ ด้าน เช่น ภูมิประเทศที่สวยงาม ภูมิอากาศที่เย็นสบายตลอดปี รวมถึงสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตแบบชาวไวกิ้งที่ส่งทอดต่อกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

หมู่บ้าน Reine หมู่บ้านชาวประมงที่เก่าแก่ที่สุดและสวยงามที่สุดของประเทศนอร์เวย์กัน ด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามและบริสุทธิ์ และบ้านเรือนถูกออกแบบเป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้หมู่บ้าน Reine เป็นจุดมุ่งหมายสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
หมู่บ้าน Reine ตั้งอยู่ห่างจากออสโล เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ไปทางตอนเหนือ 1,300 กิโลเมตร ถูกห้อมล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์ของเทือกเขา ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนสวยงามตระการตา และยังสามารถชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนได้ในฤดูร้อน

เพราะหมู่บ้าน Reine อยู่ในตำแหน่งที่ได้รับอิทธิพลลมร้อนจากอ่าวเม็กซิโกและมีกระแสน้ำอุ่นไหลผ่านหมู่เกาะที่ตั้งของหมู่บ้าน ทำให้ Reine มีอากาศเย็นสบายตลอดปี แม้ในฤดูหนาวก็จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า -5 องศาเซลเซียส ในขณะที่ฤดูร้อนก็ยังคงมีอากาศเย็นสบาย อุณหภูมิเฉลี่ยไม่สูงกว่า 15 องศา นับได้ว่าเป็นสถานที่ที่สามารถมาท่องเที่ยวได้ตลอดปีเลยทีเดียว ความสวยงามของที่นี่เป็นความสวยงามที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู


 ช่วงฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน หมู่บ้าน Reine โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาและทุ่งหญ้าเขียวขจีตัดกับสีสันสดใสของบ้านไม้หลากสีสัน ให้ความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส นอกจากนี้ในช่วงฤดูร้อนประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนกรกฎาคมก็จะเป็นช่วงเวลาที่เราสามารถเห็นปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืนได้อีกด้วย

◆ ฤดูใบไม้ร่วง สำหรับในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เหล่าต้นไม้บริเวณรอบๆ หมู่บ้านก็จะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองแดง ดูสวยงามไปอีกแบบ
◆ ช่วงฤดูหนาว และในช่วงฤดูหนาวก็จะเป็นเวลาที่เทือกเขารอบๆ Reine และเหล่าบ้านสีสันสดใสจะปกคลุมไปด้วยหิมะ สวยงามเหมือนภาพในโปสการ์ดเลยทีเดียว นอกจากนี้หมู่บ้าน Reine ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สามารถมองเห็นแสงเหนือได้อย่างสวยงาม โดยช่วงเวลาที่จะมีโอกาสเห็นแสงเหนือได้มากที่สุดคือระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนมีนาคม โดยสามารถตรวจสอบโอกาสการเกิดแสงเหนือได้ที่นี่


เกาะโบรา โบร่า (Bora Bora Island) ราชินีแห่งหมู่เกาะทะเล


เข้าสู่ฤดูร้อน เชื่อว่าหลายๆท่านคงกำลังมองหา “ทะเล” เป็นจุดหมายปลายทางการในการหนีร้อนไปพักผ่อน  ซึ่งแน่นอนว่ามี สถานที่แห่งหนึ่งที่นับว่าเปรียบเสมือนสวรรค์ของทะเลแปซิฟิก ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งหมู่เกาะทะเลใต้” นั่นก็คือที่เกาะ โบรา โบร่า (Bora Bora Island) นั่นเอง

เกาะโบรา โบร่า (Bora Bora Island) ตั้งอยู่ในประเทศ French Polynesia  เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะโซไซเอตี (Society Island) และตั้งอยู่ในเขต South Pacific ocean มีพื้นที่โดยประมาณ 29.3 ตารางกิโลเมตร ปกคลุมไปด้วยป่าเขตร้อนและซากของภูเขาไฟที่ดับแล้วอยู่รอบๆ ที่เกาะโบรา บาร่าจะมีความโดดเด่นก็คือ บนเกาะหลักและเกาะวงแหวนจะมีทะเลใน หรือมีชื่อว่าทะเล ลากูน จะเห็นมีสีของน้ำทะเลทั้งสีใส สีฟ้า และสีน้ำเงินเข้ม รวมๆกัน ดูจากแสงที่ตกกระทบและความลึกของน้ำทะเลหากสีเข้มน้ำทะเลจะมีความลึก หากว่ามีสีอ่อนแปลว่าน้ำทะเลมีความตื้น

นับว่ามีความสวยงาม เนื่องจากน้ำทะเลที่ใสจนเห็นพื้นทรายข้างล่าง และหาดทรายสีขาวละเอียด ไฮท์ไลท์ของที่นี่ก็คือการลงไปให้อาหารปลาฉลาม ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมที่หาทำที่ไหนไม่ได้เลยทีเดียว นอกจากนี้แล้วที่นี่ยังเป็นสวรรค์ของการทำกิจกรรมดำน้ำทั้งแบบสกูบา (Scuba) การดำน้ำลึก และ สน็อกเกิ้ล (Snorkeling) การดำน้ำตื้น อีกด้วย

บนเกาะโบรา โบร่าก็จะมีโรงแรมชื่อดังมากมายตั้งเรียงรายอยู่บนเกาะให้เลือกใช้บริการ ทั้งโรงแรมที่เป็นเชนส์ชื่อดังอย่างในเครือ Hilton หรือในเครือ Four Season และอีกหลายๆแห่งที่บรรยากาศสวยงามน่าพักสุดๆ แถมที่นี่ยังมีสินค้าขึ้นชื่อให้ได้เลือกช้อปปิ้งกันอีกด้วย ซึ่งของขึ้นชื่อของเกาะโบรา โบร่า (Bora Bora Island)  ก็คือ ที่เวลาโนแสงแดดกระทบจะกลายเป็นสีรุ้งสวยงาม

ส่วนการเดินทางมาที่เกาะโบรา โบร่า จะต้องเดินทางมาที่ประเทศ French Polynesia  ซึ่งอยู่ในเขตแปซิฟิกใต้ หากเดินทางจากประเทศไทย จะต้องเปลี่ยนเครื่องอย่างน้อย 1 ครั้ง และจะต้องมีการทำวีซ่าของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งสามารถทำวีซ่าผ่านทางออนไลน์ได้ที่ TLS contact ซึ่งเป็นที่เดียวกันกับที่ขอวีซ่าเชงเก้นไปยุโรป

สกุลเงินที่นี่ใช้สกุลเงินฟรังก์ ซีเอฟพี (100ฟรังก์เท่ากับ32บาทไทย) โดยประมาณขึ้นอยู่กับค่าเงินในปัจจุบัน ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะกับการมาเที่ยวก็คือ ช่วงเดือน มิถุนายน-ตุลาคม เป็นช่วงที่อากาศกำลังแจ่มใส โอกาสเจอฝนน้อย